Slow Life ยามค่ำคืน ณ เชียงคาน

หลังจากที่เราก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ จนดั้นด้นมาถึงเชียงคานได้ในที่สุดนั้น ลุ้นกันตลอดเวลา ย้อนกลับไปลุ้นกับเราได้ใน…>>> ‘เลย’ ไปแล้ว…เลย หลงเลยเด้อ คลิกเลยเด้อ

เรามาถึงเชียงคานประมาณบ่ายโมงได้ล่ะ หลังจากได้ที่พักและเช่ารถมอเตอร์ไซค์เราก็ออกตะลอนทักทายเชียงคานโดยที่ไร้แพลนใดๆ จนถึงพระอาทิตย์ตกกันเลยทีเดียว ตามไปชิลกับเราได้ที่ …>>> เชียงคาน จะชิลไปไหน

หลังจากที่เรามาถึงเชียงคาน ก็แว้นมอเตอร์ไซค์ตะลอนกันมาจนพระอาทิตย์ตกกันแล้ว อย่างที่หลายๆ คนรู้กันว่า มาเชียงคานแล้ว ต้องได้เดินถนนคนเดินเชียงคาน และใช่เลย! เราไม่พลาดที่จะมาเดินที่นี่

สำหรับถนนคนเดินที่นี่ สิ่งที่เราจะเห็นวางขายเกือบตลอดทางคือ กุ้งแม่น้ำโขงเสียบไม้ มันดูจะเป็นอะไรที่ธรรมดาทั่วไปน่ะ แต่ไม่ใช่ไง นี่คือ “กุ้งแม่น้ำโขงเชียวน่ะเทอ” หึ้มมม 🙂

และอีกเมนูหนึ่งที่จะได้เห็นกันโดยทั่วไปในภาคอีสานเลยก็คือ ‘ข้าวจี่’ บอกตามตรงเลยว่า นี่เป็นครั้งแรกกับการได้กินข้าวจี่ของเรา เราไม่เคยกินข้าวจี่เลยในชีวิต เคยแค่รู้ว่า นี่คือข้าวจี่ แต่ไม่เคยที่จะได้ลิ้มลองเลยสักครั้ง และสำหรับเรามันเป็นสิ่งที่อร่อยมากเลยน่ะ จัดไป 3 ไม้ ทั้งที่เพิ่งกินข้าว ฮ่าาๆๆ

ปกติแล้ว ส่วนตัวจะเคยเห็นแต่ เบียร์วุ้น แต่ที่นี่ ถนนคนเดินเชียงคาน มีทั้ง เบียร์วุ้น เหล้าวุ้น โค้กวุ้น น้ำส้มวุ้น และน้ำอัดลมชนิดต่างๆ เป็นวุ้นไปหมด ฮ่าาๆๆ ดีอ่ะ

ถนนคนเดินเชียงคาน ที่นี่สำหรับเราคือ เดินชิลมากเลยล่ะ อาจด้วยบรรยากาศรอบข้างด้วยมั้ง ทั้งสองฝั่งถนนส่วนมากเป็นเรือนไม้เก่า และระหว่างทางเดินเราจะเจอกับเด็กๆ มาสร้างความครึกครื้น ทำการแสดงตามที่ตัวเองถนัดอยู่เกือบตลอดเส้นทาง น่ารักกันมากเลย อย่างน้องคนนี้ เราเดินเพลินๆ อยู่ น้องนิ่งมาก เราหันมาเห็น ตกใจ เกือบวิ่งหนีแหน่ะ

น้องกล้ามายืนแบบนี้ เราก็กล้าที่จะสนับสนุนต่อ ชอบบบอ่ะ ฮ่าาๆๆ (เอาไว้ไปทำมั้งดีมั้ย 🙂 )

เราชอบบรรยากาศที่นี่น่ะ ชิลๆ สบายๆ กันตลอดเวลา เชียงคานเป็นเมืองที่เหมาะมากจริงๆ สำหรับการพักผ่อนแบบจริงจัง มาชาร์จพลังชีวิต เหมาะสุดๆ อ่ะ

ที่นี่ชิลแค่ไหน คุณคิดดู เราเดินเล่นผ่านเด็กๆ กำลังนั่งเล่นเกมกันอยู่ ก็ชวนเราเล่นเฉยเลย น่ารักมากและเมื่อเราเดินผ่านคิวรถสกายแลปที่จอดเรียงอยู่ มีพี่ๆ ลุงๆ ที่กำลังนั่งรอลูกค้าอยู่ ก็นั่งร้องเพลงเล่นกีต้าร์ในความมืด คือ โคตรชิลอ่ะ

และระหว่างที่เรานั่งชิลกันอยู่ริมน้ำ มานั่งคิดวางแผนกับน้องว่า วันรุ่งขึ้นเราจะเอายังไงต่อ จะไปไหนกัน ตอนนี้ก็เริ่มมีที่ที่อยากไปเพิ่มมาหลายที่เลย ทั้งอยากไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูทอก ไปหากระต่ายที่วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ไปภูป่าเปาะ ไปดูยอดเขาหัวตัดเหมือนปล่องไฟ ก็อยากไป

อยู่ๆ ก็มีสายโทรเข้าจากพี่แสงเดือน (พี่ที่เราติดต่อไปภูบักได) บอกข่าวกับเราว่า “ในวันรุ่งขึ้นจะมีกลุ่มคนจะขึ้นไปภูบักไดแล้ว เราสนใจจะจอยด้วยไหม” ด้วยความดีใจ เรารีบตอบตกลงไป โดยที่ยังไม่ได้คิดเลยว่า เราจะกลับไปภูเรือยังไงด้วยซ้ำ ฮ่าาๆๆ หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เราก็มานั่งคิดทบทวนดู เรายังเอ็นจอยกับเชียงคานได้ไม่เต็มอิ่มเลย แต่ภูบักไดนั้น เราก็รอโอกาสที่จะขึ้นไปเหมือนกัน แต่วินาทีนั้นก็ลังเลไม่ได้แล้ว เพราะเราตอบตกลงกับพี่แสงเดือนไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่หาวิธีกลับไปให้ถึงภูเรือก่อนเที่ยงให้ได้ นั่นคือทางที่เราเลือกแล้ว ได้แต่ปลอบน้อง ปลอบตัวเองว่า “โอเค ไม่เป็นไรน่ะ เอาเข้าจริงแล้ว เชียงคานนี้ มาง่ายกว่าไปภูบักไดอีกน่ะ ไว้โอกาสหน้าเรากลับมาใหม่กันก็ได้ เนอะ” น้องสาวเราก็เอ่อออไปกับเรา

เรารีบไปคืนรถมอเตอร์ไซค์ที่เช่ามาและกลับมายังที่พัก แล้วบอกกับป้าเจ้าของที่พักว่า วันรุ่งขึ้นเราจะได้ขึ้นภูบักไดแล้ว ป้าเขาดีใจกับเราด้วย หลังจากที่วันนี้คุณป้าแกได้รู้เรื่องราวของเรามาแล้ว แต่เราต้องกลับไปให้ถึงภูเรือก่อนเที่ยง เราจะเดินทางยังไงได้บ้าง คุณป้าบอกว่า “ไม่เป็นไร ไปได้ทันแน่นอน ป้าจะช่วยติดต่อกับลุงคนขับสกายแลปให้มารับเราตอนประมาณตี 4 ครึ่งไปส่งพวกเราที่ท่ารถเชียงคาน ที่นั่นจะมีรถเข้าตัวเมืองเลยตั้งแต่ตี 5เลย นั่งไปชัวโมงกว่าๆ ก็ถึงเมืองเลยแล้วล่ะ แต่หลังจากนั้น เราก็เป็นหน้าที่เราแล้ว ต้องหารถกลับไปภูเรือต่อให้ทัน”

ช่วงเวลานั้น มันทำให้เราคิดและรู้สึกว่า สิ่งที่เราเผชิญหน้าผ่านมา ไม่ได้มีอะไรที่เลวร้ายและน่ากลัวเท่ากับใจเราแล้วล่ะ เรายอมรับว่าเราแอบกังวลน่ะกับเส้นทางที่เราเดิน แต่ตลอดทางก็มีผู้คนทั้งๆ ที่เราไม่รู้จัก คอยให้ความช่วยเหลือซับพอร์ตเราอยู่ตลอดมา ทำให้เรารู้สึกว่า การเดินทางของเรามันไม่ได้น่ากลัวหรือโดดเดี่ยวเลย แม้กระทั่งบางครั้งที่เราเดินทางคนเดียวก็ตาม

ตี 4 ของเช้าวันใหม่
เรากำลังจัดกระเป๋า แล้วก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง นั่นคือ คุณป้าเจ้าของที่พัก ตั้งใจจะมาช่วยปลุกเรา กลัวว่าเราจะไม่ทันรถเข้าเมืองรอบแรก คุณป้าแกตั้งใจตื่นมาเพื่อส่งเรา เราเกรงใจแกมาก เพราะยังไม่เช้าเลยยังเป็นเวลานอนอยู่อีก และทั้งๆ ที่ก่อนนอน คุณป้าได้ให้กุญแจประตูทางออกกับเราและได้ตกลงกันแล้วว่า จะปิดประตูแล้ววางกุญแจไว้ที่ไหนยังไง ป้าแกจะได้ไม่ต้องตื่นมาเปิด-ปิดประตูให้เรา เกรงใจเวลานอนของแก แต่!! ป้าแก ตื่นมาปลุกเราจ้าาา แถมแบ่งอาหารและน้ำให้เราด้วย โคตรใส่ใจอ่ะ และไม่พอแค่นั้น

และเมื่อลุงคนขับสกายแลปมารับ ด้วยความที่ป้าแกเป็นห่วงกับการเดินทางของพวกเรา ป้าแกก็ออกมาส่งถึงรถ เราร่ำลากันเหมือนเป็นญาติเป็นคนที่รู้จักกันมานานแล้วเลย และแน่นอนว่า ช่วงเวลานั้นทำเอาเราน้ำตาร่วงกันตั้งแต่เช้าเลย ตอนที่ลุงขับรถออกมา คุณป้าก็ยังคงยืนโบกมือให้เราอยู่ จนเราถึงทางแยกที่รถต้องเลี้ยวทำให้มองไม่เห็นกัน
วินาทีนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือน พ่อแม่ ที่มาส่งลูก โบกมือลาจนสุดสายตาอ่ะ แต่!…นี่ไม่ใช่พ่อแม่ไง เราเพิ่งรู้จักกันเมื่อวานเอง โคตรซึ่งใจอ่ะ จะบรรยายความรู้สึกออกมาไม่ถูกเลยจริงๆ
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกหลายอารมณ์มาก ทั้งซึ้งใจกับคุณป้า ดีใจที่ได้รู้ว่ามีคนห่วงใย ดีใจที่จะได้กลับไปขึ้นภูบักไดอย่างที่ตั้งใจไว้ และก็เสียใจที่เราต้องจากคุณป้า จากเชียงคานเร็วเกินไป แต่หลังจากที่นั่งรถออกมาสักพัก เราเพิ่งนึกได้ว่า เราน่าจะเก็บภาพบันทึกช่วงเวลาที่ดีนั้นไว้ก็ดีน่ะ แต่ก็ไม่ทันแล้ว มันผ่านมาแล้ว เฮ้อ…แต่ไม่เป็นไร ยังไงความรู้สึกนั้น ภาพเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในความรู้สึกเราอยู่ดี

ไปแล้วน่ะ เชียงคาน ไว้กลับมาใหม่น๊าาา

ต้องขอบคุณคุณป้าเจ้าของที่พักและคุณลุงสกายแลปมากๆ ที่ช่วยเป็นสะพานสานฝันเราให้ได้ไปต่อ ทำให้การเดินทางกลับเข้าเมืองของเราไหลลื่นขึ้นมากเลยจริงๆ

แต่!! เมื่อเข้าเมืองมาได้ง่ายๆ แล้ว ชีวิตก็ต้องสะดุดและพบเจออุปสรรคบ้างเนอะ ชีวิตถึงจะมีรสชาติบ้าง หลังจากนี้เกิดอะไรขึ้น ตามไปอ่านได้ใน …>>> ‘เลย’ ไปแล้ว…เลย หลงเลยเด้อ

เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทั้งร้ายดี วุ่นวาย กลับไปกลับมาและเรื่องราวในด่านต่อไปของการเดินทางครั้งนี้ คือ ภูบักได จะเป็นอย่างไรนั้น อ่านต่อได้ใน…>>> ภูบักได คุ้มซะยิ่งกว่า..เสีย

แชร์ให้โลกรู้...

3 thoughts on “Slow Life ยามค่ำคืน ณ เชียงคาน

Leave a Reply