‘เลย’ ไปแล้ว…เลย หลงเลยเด้อ

เลย เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย ( อยู่อีสานเด้อจ้าาา ) นี่เป็นครั้งแรกกับการมาเยือนภาคอีสานของไทย การเดินทางครั้งนี้มีน้องสาวตามติดมาเผชิญชะตากรรมกับเราด้วย ทริปนี้เป็นทริปยาวเราเริ่มต้นการเดินทางทริปงงๆ นี้ที่สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมืองชายแดนใต้ เข้าสู่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตะลอนไปเรื่อยและบินเข้าสู่กรุงเทพ เพื่อเดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต2 ไปยังจังหวัดเลย โดยรถบัสโดยสารสาย 14 กรุงเทพ – ภูเรือ รอบ 4 ทุ่ม เดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เราตั้งใจเดินทางกลางคืนเพื่อให้เช้าวันถัดไปเราจะได้เห็นแสงแรกของวันที่ภูเรือเลย การเดินทางครั้งนี้เราวางแพลนคร่าวๆ จะไปหลายที่มาก เริ่มจากภูบักได ต่อด้วยขึ้นภูกระดึง ไปพักเหนื่อยที่เชียงคาน แล้วไปตะลอนเที่ยวที่เพชรบูรณ์ต่อ แต่!! การเดินทางของเราก็มักจะไม่ได้เป็นไปตามแผนอยู่เรื่อยเลย ฮ่าาๆๆๆ

ตี 5 เช้าวันแรกในจังหวัดเลย แต่เรายังไม่ถึงภูเรือ ฮ่าาๆๆ อยู่ๆ ก็มีสายโทรเข้าจากพี่แสงเดือนคนที่นัดกับเรา จะไปรับเราที่ตลาดภูเรือ เพื่อพาขึ้นภูบักได เขาบอกว่า กลุ่มที่จะขึ้นภูบักไดกับเราเขายกเลิก ถ้าเรายืนยันจะขึ้นไปวันนี้ เราต้องจ่ายราคาเต็ม ไม่มีหาร คือ 4,500 บาท ทำให้เราตัดสินใจยกเลิกไป ทั้งๆ ที่เราใกล้ถึงจุดนัดหมายแล้ว แต่เราขอกับพี่แสงเดือนว่า ในสัปดาห์นี้ถ้ามีคนติดต่อจะขึ้นภูบักได ช่วยติดต่อเรากลับมาด้วย พี่แสงเดือนตอบ ตกลง เพราะเขารู้ว่า เราอยากขึ้นภูบักไดจริงๆ แต่เราต้องการคนหารเพิ่มด้วย ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนทั้งหมด

6 โมงเช้า โดยประมาณ
เราถึงตลาดเทศบาลภูเรือ รถบัสโดยสารคันที่เราขึ้นปลายทางคือ ภูเรือ หมายความว่า รถคันนี้ไม่เข้าไปในตัวเมืองจังหวัดเลย แต่แผนใหม่เราคือ จะเดินทางไปเชียงคาน ซึ่งต้องหารถเข้าไปในตัวจังหวัดเลย แล้วหารถไปเชียงคานอีกต่อหนึ่ง เพราะเชียงคานกับภูเรืออยู่คนฝั่งกัน ไม่มีรถสายตรง แต่การเดินทางในจังหวัดเลยโดยพึ่งรถโดยสารสาธารณะมันไม่ง่ายเลยจริงๆ เราพยายามหารถจะเข้าตัวเมืองเลย ถ้าจะเอาความสะดวก มีคนเสนอเราว่ามีรถ แต่ต้องเหมา จากภูเรือไปเมืองเลย 1,500 บาท หรือไม่ก็ต้องรอรถโดยสาร ซึ่งมีวิ่ง ภูเรือ-เมืองเลย เพียงวันละรอบ ถ้าวันไหนโชคดีหน่อยก็มีรอบเช้าเพิ่มมาอีกรอบหนึ่ง

และก็ใช่จ้าาา เรายอมเสี่ยงดวงรอรถโดยสาร แต่ถ้า 8 โมงเช้าเรายังไม่ได้เข้าเมือง เราจะเปลี่ยนแผนใหม่อีกรอบ เราจะไปภูกระดึงแทน
แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเรา ใช่แล้ว! เวลาประมาณเกือบจะ 7 โมงเช้า ก็มีรถโดยสารมาจอดตรงหน้าเรา ฮ่าาาๆๆๆ ยิ้มออกเลย จากที่นั่งอึนอยู่พักหนึ่ง

รถโดยสารสาธารณะ ภูเรือ-เมืองเลย

เรานั่งรถเพื่อจะไปให้ถึงตัวเมืองเลย โดยที่ไม่รู้เลยว่า จะมีรถต่อไปเชียงคานไหม แต่ก็นั่นแหละ ลุ้นเอา ถ้าไปไม่ได้ก็เปลี่ยนแผนอีก แต่ก็เชื่อว่า ยังไงก็ไปได้แหละ ด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง

เวลาประมาณ 9 โมงกว่าๆ เรามาถึงขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเลย รถยังไม่ทันเข้าจอดที่ลานจอดรถเลย แต่ลุงคนขับรถที่เรานั่งมารีบจอดรถแล้ววิ่งไปเรียกรถโดยสารที่กำลังจะออกจาก บขส.ไปเชียงคาน บอกให้รอเรา ทุกคนบนรถต่างก็บอกเราว่า รีบไปเร็ว รถคันนั่นจะไปเชียงคาน เพราะระหว่างนั่งรถกันมา เราชอบที่จะพูดคุยผูกมิตรกับผู้คนอยู่แล้ว ทำให้ทุกคนรู้ว่า เรากำลังจะไปเชียงคาน จังหวะนั่นคือ เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วมาก ทั้งรีบ ตื่นเต้น ดีใจ ซึ้งใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไหนจะต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถที่จอดรอเราอีก และที่น่าตกใจคือ เรานั่งรถจากภูเรือ เข้าเมืองเลยตั้งไกลใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ราคาค่าโดยสารแค่เพียง 40 บาท รีบควักเงินแทบไม่ทันเลย ฮ่าาๆๆๆ

ช่วงเวลานั้น เรารู้สึกดีไปหมดเลยจริงๆ ทำให้เข้าใจได้ดีเลยว่า ‘ถึงแม้ว่า เราจะเจอกับช่วงเวลาแย่ๆ แค่ไหน ถ้าเรายังมีความหวังที่ดีและไม่โฟกัสกับเรื่องราวแย่ๆ ตรงนั้นมากจนเกินไป มันก็จะพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ’ 🙂

และแล้วเราก็มาถึงเชียงคานนนนนน

พระอาทิตย์ตก ริมแม่น้ำโขง เชียงคาน

เชียงคาน เรามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ไปลุ้น ไปตะลอน ตะลุยต่อกับเราได้ที่ …>>> เชียงคาน จะชิลไปไหน และเรื่องราวบรรยากาศความชิลยามค่ำคืนที่เชียงคาน อ่านต่อได้ใน…>>> Slow Life ยามค่ำคืน ณ เชียงคาน

เราอยู่เที่ยวเชียงคานได้แค่คืนเดียว พี่แสงเดือนจากภูบักไดก็โทรมาบอกข่าวดีกับเรา ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้น เราต้องรีบกลับไปภูเรือก่อน 11 โมง เพื่อกลับไปขึ้นภูบักได เราคำนวณเวลาแล้ว ยังไงก็กลับไปทัน แต่การเดินทางกลับไปภูเรือก็ใช่ว่า จะเป็นไปตามเวลาที่คาดไว้

ตี 5 จากเชียงคาน มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเลย

เราออกจากเชียงคานด้วยรถโดยสารรอบแรกสู่เมืองเลยตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ แม้ว่าเราจะออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังมืด แต่บรรยากาศดีมาก หมอกฟุ้งตลอดทาง อากาศหนาวเย็นจับใจเลย เราถึงเมืองเลยเกือบ 7 โมงเช้า ด่านต่อไปคือ หารถกลับไปภูเรือ เราพยายามถามหารถโดยสารเมืองเลย-ภูเรือ แต่ไม่มีรถเลย ทุกคนต่างบอกว่า “วันนี้รถจากภูเรือยังไม่เข้ามา ไม่รู้ว่าจะมาไหม ถ้าไม่มาก็ไม่มีรถไปภูเรือ” ต้องเหมารถไปเอง และแน่นอนว่า ราคาเหมารถไปภูเรือไม่ต่ำกว่า 1,500 บาทแน่ๆ เรานั่งรอรถจากภูเรือด้วยความหวัง จนเวลาผ่านไปเกือบจะ 9 โมง รถก็ยังไม่มา เราตัดสินใจออกไปถามหารถเหมา ทุกคันให้ราคา 1,500 บาท แต่ก็มีพี่คนหนึ่งเขาเห็นเรานั่งกังวลอยู่สักพักหนึ่งแล้ว เขาเลยเดินมาหาเรา แล้วเสนอราคาไปส่งภูเรือให้เรา 1,000 บาท ณ เวลานั่น ตอบตกลงโดยไม่คิดมากเลย คือใจนี่พร้อมขึ้นไปภูบักไดแล้ว ใจหนึ่งก็คิดแหละว่า “โอเค เอ้าว่ะ! โชคดีแล้ว 1,000 บาท ไม่เป็นไร มันถูกกว่า 1,500 ล่ะ” แต่อีกใจหนึ่งก็มีแอบคิดว่า “เฮ้ย! แต่ราคาที่เรานั่งรถโดยสารปกติแค่ 40 บาทเองน่ะ เฮ้อ…ถือซะว่า เป็นเป็นการจ่ายค่าซื้อเวลา ซื้อโอกาสละกันเนอะ”

เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทั้งร้ายดี วุ่นวาย กลับไป กลับมา มันก็พามาขึ้นภูบักได จนได้ และภูบักไดก็ใช่ว่า จะพาเราไปสู่ความราบรื่น ความสงบอย่างที่คิดไว้ จะเป็นอย่างไรนั้น อ่านต่อ…ที่นี่ >>>ภูบักได คุ้มซะยิ่งกว่า..เสีย

จุดประสงค์หลักที่เราเดินทางมาจังหวัดเลย ก็เพราะต้องการขึ้นภูบักไดนี่แหละ และเราก็ทำสำเร็จ ฮ่าาๆๆๆ
ถึงแม้ว่า จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ตอนต้นก็เถอะ แต่เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราผ่านมาได้นั้น ถือว่าคุ้มมากน่ะ ทำให้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นเยอะมากจริงๆ ทำให้เรารู้จักที่จะปล่อยวางกับความผิดพลาด แล้วหันไปหาวิธีที่จะแก้ไข ไม่วิตกจมอยู่กับความผิดผลาดที่ผ่านไปแล้ว เพราะเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่เราเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา แล้วปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้นได้

หลังจากจบทริปภูบักไดแล้ว เราตัดสินใจจบการเดินทางในจังหวัดเลย แต่การเดินทางของเราก็ยังไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะเราพาตัวเองและน้องสาวไปพจญภัยเดินทางต่อที่เพชรบูรณ์ จะวุ่นวาย มึนงง แค่ไหน อย่างไร ติดตามกันต่อใน บทความถัดไปได้เด้อ

แชร์ให้โลกรู้...

3 thoughts on “‘เลย’ ไปแล้ว…เลย หลงเลยเด้อ

Leave a Reply