ภูบักได คุ้มซะยิ่งกว่า..เสีย

Follow me :

การเดินทางสู่…ภูบักได ครั้งนี้
แน่นอนว่าเราไม่ได้ไปฟรี และเราไม่ได้วาร์ปไปแน่ๆ ฮ่าาๆๆ
เราต้องเสีย…แรงและพละกำลัง เพื่อใช้ในการเดินทาง
เราต้องเสีย…เวลา สำหรับการหารายได้ หรือทำอย่างอื่น ที่บางคนอาจมองว่า จำเป็นและสำคัญกว่า
เราต้องเสีย…เงิน สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหารและค่าไกด์นำทาง
แต่ทั้งหมดที่เราต้องเสียไปนั้น สำหรับที่นี่ และสำหรับเรา มันเกินคุ้มจริงๆ กับสิ่งที่ต้องเผชิญและผ่านมันมา เพื่อทำให้เราได้ประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้ ได้ทำความเข้าใจกับหลายๆ อย่างที่เราได้พบเจอ และทำให้เรารู้สึกได้ถึงความ คุ้มซะยิ่งกว่า…เสีย สำหรับสิ่งที่เราต้องเสียไป เพื่อแลกกับการเดินทางครั้งนี้

การเดินทางเพื่อต้องการไปยัง ภูบักได ของเรา มันได้กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางที่วางไว้ซะดิบดี กลายเป็นการเดินทางแบบใช้ชีวิตวันต่อวัน ใช้สติ (ที่ไม่ค่อยจะมี ฮ่าาๆๆ) และดวงลุ้นกับชีวิตในแต่ละวัน เพื่อไปต่อวันต่อวัน โดยไม่ได้มีแผนอะไรตายตัวเลย ย้อนกลับไปลุ้นเรื่องราวความเดิมก่อนหน้านี้ได้ใน… ‘เลย’ ไปแล้ว…เลย หลงเลยเด้อ

เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทั้งร้ายดี วุ่นวาย กลับไป กลับมา ย้อนความเดิมตอนที่แล้วกว่าจะมาถึงภูเรือได้ใน… Slow Life ยามค่ำคืน ณ เชียงคาน

จนพาเรากลับมาถึงภูเรือ และมีพี่แสงเดือนมารอรับเราอยู่หน้าตลาดเทศบาลภูเรือเพื่อพาไปยังหมู่บ้าน บ้านกลาง ซึ่งเป็นจุดนัดพบกับกลุ่มที่จะขึ้นไปภูบักไดกับเรา และเตรียมตัวเพื่อขึ้นไปยังภูบักได

เส้นทางจากเทศบาลภูเรือ ไปบ้านกลาง
จากภาพเขา 3 ลูกที่ซ้อนกันอยู่ เขาลูกสุดท้ายที่เห็นนั้นล่ะคือ ‘ภูบักได’ เป้าหมายของเรา

12 : 00 น ณ หมู่บ้าน บ้านกลาง
เมื่อเราถึงบ้านกลาง ซึ่งเป็นบ้านของพี่แสงเดือนด้วยนั้น พี่แสงเดือนได้ให้เราไปพักและเตรียมตัวสำหรับการเดินทางขึ้นภูบักได ในระหว่างที่รอกลุ่มที่นัดไว้เดินทางมา เราตื่นเต้นมาก ไม่รู้ทำไม ฮ่าาๆๆ ทั้งที่ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการเดินป่า ค้างคืนบนเขาสักหน่อย เหอะๆ ..!

เราได้ชาร์จแบตอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างเตรียมไว้และได้จัดแบ่งสัมภาระที่จะพาแบกหลังขึ้นเขาเท่าที่จำเป็นไปเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด สำหรับการเดินทางของเส้นทางนี้คือ อุปกรณ์กันทาก ใช่แล้ว ทาก กะดึ๊บๆๆ นั่นล่ะ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องทากพอๆ กับภูกระดึงเลยล่ะ เราได้เตรียมสเปรย์กันยุง 2 ขวดใหญ่เลย สำหรับฉีดไล่ได้ทั้งยุงและทากเลย เรายังเตรียมยาเส้นมาด้วย (ยาเส้น ก็คือเส้นยาสูบ ที่ใช้เป็นไส้ในบุหรี่นั่นล่ะ) สำหรับผสมน้ำใช้กันทาก ไล่ทากโดยเฉพาะเลย และช่วงที่เราพักการเดินทางอยู่ที่กรุงเทพ ก็มีพี่เจ้าของโฮสเทลที่เราไปพัก ได้ให้สเปรย์สมุนไพร สำหรับกันทากกันแมลงให้กับเราด้วย หลังจากที่เขารู้ว่า เราจะมาเดินป่าที่นี่ เขาอยากมาด้วย แต่เขาต้องทำงาน ทำให้ไม่มีโอกาสได้เดินทางเหมือนเรา เลยได้ให้เราไว้สำหรับปกป้องเราและเป็นแรงใจเล็กๆ เพื่อสนับสนุนให้เราเดินทางตามเส้นทางที่เราเลือกเดินต่อไป เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีค่าทางจิตใจเรามากๆ เลย

เฮ้อ…กลับมาๆๆๆ ที่หมู่บ้าน บ้านกลาง ที่นี่เราได้ซื้อถุงเท้ากันทากจากชาวบ้านที่นี่ด้วย ตอนแรกว่าจะไม่ใช้ แต่ทั้งพี่แสงเดือนและลุงๆ ป้าๆ ต่างก็เตือนว่า ใส่ไปเถอะ ไม่งั้นเลือดหมดตัวแน่ หึ้มมมม!! ขนาดนั้นเลยหรอ (หลอกขายให้เรารึเปล่า ฮ่าาๆๆ) แต่ก็ซื้อใส่แหละ ไม่ได้ลำบากอะไร อีกอย่าง เรามักจะเชื่อและทำตามสำหรับสิ่งที่คนในพื้นที่บอกและเตือนเราอยู่แล้ว
สำหรับเราแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะเอะใจไม่เชื่อ แต่เราก็ควรลองดูก่อน หากมันไม่ได้เสียหายอะไร เนอะ

เส้นทาง จากบ้านกลาง ไปยังเนินภูบักได

14 : 00 น ณ บ้านกลาง
เมื่อทุกคน ทุกอย่างพร้อม ก็ได้เวลาออกเดินทางสู่ภูบักไดกันแล้วล่ะ ด้วยบักอีแต๊กและรถแทรกเตอร์พ่วงหลัง ฮ่าาๆๆ ตอนนั้นก็แอบสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมไม่ใช้รถโฟวิล เพราะขึ้นเขาได้เหมือนกัน แต่ผ่านครึ่งทางแรกไปสักพัก ก็เข้าใจเลยว่า ทำไม ฮ่าๆๆ เพราะว่า เส้นทางมันที่ไปบางจุดมีต้นไม้ กิ่งไม้ ดินสไลด์ ขวางทางอยู่ ก็ต้องใช้รถแทรกเตอร์ เพื่อเคลียร์เส้นทางให้ได้ไปต่อ เราเดินทางจากหมู่บ้านไปยังจุดเริ่มต้นเดินขึ้นภูบักไดใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกับการนั่งเขย่าเครื่องในตัวเอง นั่งกันจนปวดเมื่อยตูดกันไปเลย ฮ่าาๆๆ มานั่งปวดตูดกันนี้ใช่ว่า จะได้มานั่งกันฟรีๆ น่ะจ๊ะ เพราะเราเสียค่าบริการแสนพิเศษนี้ด้วยเงิน 3,000 บาท/คัน คันหนึ่งนั่งกันได้ 6 คน จ่ายเงินซื้อความลำบากโดยแท้ แต่เราได้อะไรมากกว่านั้นแน่นอน ถือว่าคุ้มอยู่น๊าาา

สิ้นสุดทางเดินรถ จุดเริ่มต้นเส้นทางเดินเท้า สู่ยอดภูบักได

เมื่อไปถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินเท้า เรามีไกด์นำทางซึ่งเป็นพี่คนขับบักแทรกเตอร์บักอีแต๊กเรานั่นล่ะ เดินนำมุ่งหน้าขึ้นเขา ลัดเลาะตามป่า ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ถือว่าไม่ไกลน่ะ แต่ระหว่างทางมีจุดดึงดูดความสนใจอยู่พอควร เราเดินเท้ากันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะมั่วแต่สนใจระหว่างทางและที่สำคัญคือ เส้นทางเดินเท้านี้ มันจะง่ายมากยิ่งขึ้นถ้าไม่มีเจ้า ทาก มากวนใจ บอกไว้เลยว่า ทากเยอะมาก เยอะจริงๆ อย่างที่ชาวบ้านได้บอกไว้เลย (ดีน่ะ ที่เชื่อชาวบ้านและซื้อถุงเท้ากันทากมาใส่ ไม่งั้นเลือดได้หมดตัวแน่ เพราะแค่สเปรย์ เอาไม่อยู่จริงๆ) เดินไม่กี่ก้าว ก็ต้องเอาสเปรย์มาฉีดใส่ทากที่มาเกาะเรา พวกสเปรย์กันยุง กันแมลงนั้นก็ช่วยได้ประมาณหนึ่ง แต่มันไม่ได้ช่วยกันทากหรอก แต่มันช่วยสลัดเจ้าทากนี้ออกไปจากเราเท่านั้น ขนาดพวกเราเดินกันตอนบ่ายอากาศร้อนพอควร ป่าไม่ได้ชื้นมาก ทากยังเยอะอยู่ แต่ไกด์ บอกกับเราว่า นี่มันน้อยลงกว่าช่วงเช้าและช่วงกลางคืนอีกน่ะ เราแบบ!! ห๊ะ เราต้องได้เจอเยอะกว่านี้อีกหรอ?? ไกด์หันมายิ้มอ่อน แล้วเดินต่อไปโดยไร้คำตอบใดๆ เหอะๆ

ขวดในมือนั้นคือ น้ำยาเส้น สำหรับสาดดด ไล่ทาก ฮ่าาๆๆ

เรารู้ตัวดีว่า การมาเดินป่า คือการมารุกล้ำพื้นที่ของธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ รวมทั้งพวกทาก มันไม่มีความผิดอะไรที่อยู่ที่นี่ เราต่างหากที่เข้ามายุ่งย่ามกับพื้นที่ของมัน และดีซะอีกที่ ที่นี่มีเจ้าพวกทากมาอาศัยอยู่ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ พื้นที่ไหนอุดมสมบูรณ์เราสามารถสังเกตุได้จากทากได้เลย

จริงๆ แล้ว พวกสเปรย์ไล่แมลงและน้ำยาสูบที่เรานำมาใช้ มันก็ไม่ได้ทำให้ทากนั้นตายได้ เพียงแค่มันจะมึนเมา ดิ้นหลุดออกจากตัวเราและบางทีก็จะสลบไป สักพักมันก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ได้อีก แต่ถ้าเราเอาไฟแช็คจุดที่ตัวมัน หรือโยนมันเข้ากองไฟ นั่นล่ะ มันถึงจะตาย หึหึ!!

เส้นทางเดินเท้า จะเดินลัดเลาะป่า ขึ้น-ลงเนินเขาประมาณ 2-3 ลูก และมีช่วงทางเดินไต่สันเขาเป็นช่วงๆ ด้วย

อยู่ๆ ไกด์ก็หยุดเดิน แล้วบอกพวกเราให้เดินกันเงียบๆ และชี้ให้เราดูรอยเท้าและขี้ช้าง ไกด์บอกว่า พวกช้างป่าเพิ่งเดินผ่านทางนี้ไปก่อนพวกเราจะมาถึงไม่นานนี้เอง ใจหนึ่งก็รู้สึกโชคดีเจ้าพวกช้างได้เดินผ่านไปแล้ว ไม่งั้นวิ่งหนีช้างป่ากันวุ่นแน่ แต่อีกใจหนึ่งก็ แอบเสียดายอ่ะ อดได้เห็นช้างป่า กลางป่าจริงๆ เลย ฮ่าาๆๆๆ (คิดบ้าไร เนี่ย 🙂 )

ยอดภูบักได

และแล้วเราก็เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า… ภูบักได มาถึงจนได้ เฮ้อ….เหมือนจะหายเหนื่อย แต่ยัง! เราต้องเดินลงเขาไปอีกหน่อย เพราะจุดนี้มีแต่หินและกลางคืนลมจะแรง ไม่เหมาะที่จะกางเต็นท์

เรื่องราวของพื้นที่ภูบักได รวมถึงที่มาของชื่อ สถานที่แห่ง ที่เรียกกันว่า ภูบักได นั้นมันมาอย่างไร ตามไปอ่านต่อกันได้ใน…>>> ไขความกระจ่าง อิหยั่งว่ะ! ภูบักได

เราขอเรียกสิ่งนี้ว่า ‘แอ่งน้ำ ใจ’

เมื่อกางเต็นท์กันเสร็จเรียบร้อย ไกด์ก็พาเรามาดูแหล่งน้ำจืดที่เราสามารถตักมาใช้ ตักมาดื่มได้ตลอด เป็นแหล่งน้ำเดียวที่มีอยู่ในบริเวณนี้ เป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไม่ลึกมาก แต่มีน้ำออกมาเต็มแอ่งตลอด ไม่เคยแห้ง แต่ก็ไม่เคยล้นแอ่งออกมา ไม่มีใครรู้สาเหตุมาจากอะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น (ใครรู้บ้างว่า เพราะอะไร คอมเม้นท์มาบอกกันได้น่ะ รออยู่ๆ)

ความคิดแรกตอนมาถึงที่นี่คือ นี่มันดาวอังคารป่าวว่ะ ฮ่าาๆๆ

ที่นี่ทุกอย่างยังคงมีความดิบ ยังคงความเป็นธรรมชาติสุดๆ เพราะที่นี่ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ แม้แต่ห้องน้ำ ก็ ไม่มี!! ฮ่าาๆๆ
ถ้าถามว่า…แล้วจะทำกิจส่วนตัวกันยังไง? ไกด์ได้บอกว่า ที่ไหนก็ได้ที่เราสะดวก ไม่รบกวนคนอื่น และต้องทำลายหลักฐานทุกครั้งที่เสร็จกิจธุระนั้น นั่นล่ะ ธรรมชาติมั้ยล่ะ 🙂

เราค้างคืนที่นี่ 1 คืน ที่นี่กลางคืนหนาวและลมแรงมาก แต่บรรยากาศก็ดีมากๆ เลยล่ะ คืนนั้นเราโชคดีมากได้เห็นทางช้างเผือกและฝนดาวตกด้วย การนั่งมองฟ้าดูดาว ที่ภูบักไดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไหนจะมองฟ้าดูดาว ไหนจะต้องคอยระแวง คอยสู้รบอยู่กับเหล่าทากจำนวนมหาศาลตลอดเวลา ทากที่นี่ดุมาก เพราะมันไม่ใช่แค่จะกระดึ๊บๆ แต่มันดีดตัวเองมาหาเราได้ด้วย โคตรโหดอ่ะ ฮ่าๆๆๆ แต่ก็สนุกดี ได้ประสบการณ์ใหม่ที่ทั้งตื่นเต้นกับความสวยงามบนท้องฟ้า ทั้งตื่นตัวระแวงกับเหล่าทากที่สนุกกับการดูดเลือดเรา ยืนดูดาวไป ต้องดิ้น เต้นไปตลอดเวลาให้ร่างกายเคลื่อนไหว

กระทั่งได้เวลานอน ถึงเราจะนอนในเต็นท์ แต่เจ้าทากมันก็ยังเข้ามาหาเราได้อีก บอกได้เลยว่า ทริปนี้เหมือนจะชิล แต่อยู่กับความระแวงตลอดเวลา! คืนนั้นหลับๆ ตื่นๆ ช่วงดึกมีฝนตกลงมาด้วย ทั้งหนาว ทั้งง่วง ปวดฉี่ แต่ไม่กล้าออกไป กลัวเจอสัตว์ป่า ( ไกด์ได้บอกกับพวกเราแล้วว่า ให้ระวังกันด้วย เพราะที่นี่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ ) แถมพวกทากก็เข้ามาวุ่นวายในเต็นท์อีก โดนกัดดูดเลือดไปหลายจุดเลยล่ะ เป็นช่วงเวลาแห่งความอดทน ทรมารขั้นสุดมาก โคตรคิดถึงเตียงนอนที่บ้านเลยอ่ะ แต่นั่นล่ะ นอนสบายๆ ที่บ้านไม่ชอบไง ชอบหาเรื่องเข้าป่า ยังไงล่ะทีนี้

จนมีคำถามโง่ๆ โพล่มาในหัว
“ฉัน… มา ทำ อะไร ที่นี่” พร้อมบ่นพึมพำกับตัวเอง นี่จะเป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย จะไม่มาอีกแล้ว อยากกลับบ้านโว้ยยยย”
(ใจเย็นน๊าา นั่นคือ วินาทีนั้นเท่านั้นแหละ ฮ่าาๆๆ)
และแล้วก็บ่นพึมพำ ตีกับทากจนเหนื่อยและหลับไปตอนไหนไม่รู้

และเมื่อแสงตะวันเริ่มโผล่มา ความสุข ความสดชื่นก็กลับมาอีกครั้ง เหมือนแสงอาทิตย์มาส่งพลังงานดีๆให้เราอีกครั้ง หลังจากหมดแรงสู้รบกับทากมาตลอดคืน

เช้านี้อาหารเช้าที่เราเตรียมมามีแค่ขนมปัง บิสกิตและนมเท่านั้น แต่ไกด์เราพกข้าวเหนียวมาด้วย ไกด์บอกเราว่า จะทำข้าวจี่ จะกินไหม ทำให้เรานึกถึง ข้าวจี่ที่เชียงคาน เลยรีบตอบไปว่า กินๆ เราชอบข้าวจี่ ไกด์กำลังจะหุงข้าวเหนียว เลยให้เราไปเดินเล่นก่อน
และพอเรากลับมาที่แคมป์ เห็นไกด์กำลังย่างข้าวเหนียวที่ผ่านการหุงสุกแล้ว
เราเลยถามไกด์ว่า นั่นข้าวจี่หรอ?
ไกด์ : ใช่แล้ว แต่ไม่มีเครื่องปรุงอะไรน่ะ เป็นแค่ข้าวจี่โรยเกลือ ลองกินดูสิ
เรา : หยิบมาใส่ปากแบบงงๆ แต่!! อร่อยแหะ

ข้าวจี่โรยเกลือ ธรรมดา แต่ประทับใจมาก

ณ ตอนนั้นคือ รู้สึกได้เลยว่า อร่อยกว่า ข้าวจี่ที่เชียงคานซะอีก 🙂 ไม่รู้ทำไม เรากินไปหลายชิ้นเลย
อยู่ๆ ก็ทำให้เราคิดได้อย่างหนึ่งว่า บางทีในเวลาที่คนเราต้องพาชีวิตให้อยู่รอด มีอะไรก็ตามเพียงเล็กน้อยเหลืออยู่สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ จะทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าและพิเศษกับเราเอามากๆ เลย อย่างเช่น ข้าวจี่โรยเกลือ ในวันนี้

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ นั่งดื่มด่ำกับธรรมชาติ ชมวิว พูดคุยกับไกด์กับกลุ่มที่มาด้วยกัน และนั่งทะเลาะกับเหล่าทากไปสักพัก เราก็ได้เวลา เดินทางกลับลงเขากันแล้ว

ทริปนี้เป็นทริปเดินป่าขึ้นเขาระยะสั้น แต่รู้สึกว่า เราใช้เวลายาวนานมาก มีหลากหลายอารมณ์เกิดขึ้น แต่ก็สนุกมากด้วย ในระหว่างที่กำลังตื่นเต้นดีใจ ว้าวกับธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้า ก็มีความระแวง กลัวและรำคาญเจ้าพวกทาก เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันและเป็นทริปที่จ่ายเงินซื้อความลำบากโดยแท้ เลย 555 แต่สำหรับเรา มันคุ้มน่ะ นอกจากเราจะได้ประสบการณ์ใหม่กับการเดินป่านอนเขาที่นี่แล้ว ส่วนตัวเรายังทำให้เราคิดได้และรู้คุณค่าถึงสิ่งที่เรามี รู้ซึ้งถึงความลำบากในวันที่ไม่มี และยังทำให้เรารู้และเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นจริงๆ ของชีวิต

เราพร้อมจริงไหม ไหวจริงๆ หรอ ที่จะแบกทุกสิ่งที่เราต้องการ ทั้งที่มันไม่จำกับเส้นทางของชีวิตเราขนาดนั้น มาเป็นภาระของการดำเนินชีวิตของเรา??

แชร์ให้โลกรู้...

3 thoughts on “ภูบักได คุ้มซะยิ่งกว่า..เสีย

Leave a Reply